Benelux + Europe : EP 1 Bangkok-Amsterdam

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกันอีกครั้ง
เรากลับมารีวิวทริปโหดสาสแสนยาวเป็นเดือนกันอีกครั้ง รอบนี้ ทวีปใหม่ ยุโรปค่า !!

ใครอยากลุยยุโรป เบื่ออิตาลี เบื่อฝรั่งเศส เบื่ออังกฤษ เราไม่มีค่ะ
โซนที่พวกเราไปเรียกว่า Benelux มาจาก 3 ประเทศรวมกันคือ
Be – เบลเยียม Ne – เนเธอร์แลนด์ Lux – ลักเซมเบิร์ก ทั้งสามเป็นประเทศไม่ยักษ์นัก
เก็บรวดเดียวไปพร้อมกับเยอรมันและออสเตรียนิดหน่อยค่ะ




เราไปทั้งหมด 29 วัน 5 ประเทศ 22 เมือง งบ 120,000 บาท
(รวมทุกสิ่งอย่าง ตั๋วไม่โปร แถมกินดีอยู่ดีด้วย !!) เชิญพบกับชีวิตราชาแต่ราคาประหยัดค่ะ

เส้นทางการเดินทาง 
กรุงเทพ – เนเธอร์แลนด์ (อัมเตอร์ดัมส์ – ฮาร์เลม – อัลมาร์ – เกาะเทเซล – โกรนิงเกน – หมู่บ้านกรีธรูนน์ – เฮก – เดลฟ์ –
รอตเตอร์ดัมส์ – อูเทรคต์ – อานเรม – ไอด์โฮเฟน – มาสทริชท์) ลักเซมเบิร์ก – เบลเยียม (บรัสเซลส์ – บรูกจ์ – เกนท์)
เยอรมัน (มิวนิค) – ออสเตรีย (ซัลซ์บวร์ก – เซนต์วูฟกัง – ฮัลสตัทท์) เยอรมัน (ฟิวเซน)
– อัมเตอร์ดัมส์ และ กรุงเทพอีกครั้ง

เวอร์ชันอังกฤษ เผื่อเอาไว้หาค่ะ 
Bangkok – Netherlands (Amsterdam – Haarlem – Alkmaar – Texel – Groningen – Giethoorn – Haag –

Delft – Rotterdam – Utrecht – Arnrem – Eindhoven – Maatricht) – Luxembourg – Belgium (Brussels – Brugge – Ghent)

– Germany (Munich) – Austria (Salzburg – St.wolfgang – Hallstatt) – Germany (Munich – Fussen) –

Amsterdam – Bangkok
เราเลือกไม่เก็บหลายประเทศ ค่อยซึมซับไปหลายเมือง เอาให้เยอะสะใจชีวิต
ว่าแล้วเราก็ร่วมเดินทางไปพร้อมกันเลยค่ะ !

 

2 สิงหาคม 2557 (เสาร์)
วันนี้เป็นวันที่เราเริ่มต้นออกเดินทางค่ะ ก่อนอื่นเลย ทริปนี้เราบินตรงค่ะ อย่าแปลกใจในความรวย
กราบงามๆ สายการบิน KLM และ Canon Thailand ค่ะ ที่สนับสนุนความฝันของพวกเรา
แต่เท่าที่เห็นที่นี่คนรีวิวได้รับการสนับสนุนจาก KLM มาหลายเจ้าแล้ว
เล่าเรื่องซ้ำก็น่าเบื่อไป เรามามองมุมใหม่แบบดีไซน์เนอร์กันค่ะ

 

ขายความสะดวกก่อน สมัยนี้เค้าเช็คอินผ่านเครื่องกันแล้ว หรือจะเช็คอินผ่าน App ในมือถือก็ได้
เลือกที่นั่งได้หมดค่ะ เราเหมือนยุคเก่าเพิ่งมารู้ว่าสมัยนี้เค้าเป็นแบบนี้กัน
เครื่องนี้มันพิมพ์ boarding pass ออกมาให้เลย
(ส่วนพวกนี้เดี๋ยวเราไปไล่เล่าให้ฟังแยกหัวข้อออกมาให้เลย)


 

บินตรง 11.35 ชั่วโมงสู่ อัมเตอร์ดัมส์ เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์

บนเครื่องเราก็กินดีอยู่ดีค่ะ อาหารครบทุกมื้อ ของหวาน ผ้าร้อน
ดูหนังฟังเพลงดัชต์ มีหมด หลับสบาย

 

ความดีงามของสายการบินนี้คือ “มีดีไซน์” ค่ะ ทุกอย่างรายละเอียดเล็กๆ น้อยถูกคิดมาไว้หมดแล้ว
เริ่มจาก แก้วใสใส่น้ำ ปั๊มเป็นรูปสัญลักษณ์ดัชต์ รองเท้า ทิวลิป จักรยาน น่ารักมะ

กระดาษรองถาดอาหาร แต่ละมื้อกระดาษจะหน้าตาไม่เหมือนกัน
อันนี้เป็นรูปกระเบื้อง (ที่ดัชต์เรียกว่า Blue Delft)
สวยงาม ถ้าไม่เลอะนี่พับกลับบ้านละ

ดูหน้าตาอาหารกันบ้าง ดีงาม สั่งไวน์ สั่งไฮเนเก้นมาได้ (เบียร์บ้านเกิดชาวดัชต์เขาเลยนิ)


 

ถึงแว้วว
ออกจากกรุงเทพเที่ยง ถึง อัมเตอร์ดัมส์ประมาณ 6 โมง
(เวลาจะ +5 นะคะ เท่ากับช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง)
แต่นี่เป็นฤดูร้อน มืดช้า กว่าจะมืดสองสามทุ่ม มึนชีวิตเลยพวกเรา

เข้าสู่สนามบิน Schiphol (สคิปโปล)
ภารกิจของเราคือ รอเพื่อนอีกคนที่บินมาจากอังกฤษมาเจอกันค่ะ
ก็เลยเดินเล่นรอในสนามบินไปก่อน สนามบินนี้ใหญ่ค่ะ มีห้าง ขายของตรึม

ออกมาด้านหน้า เจอจุดเช็คอิน ใครมาถึงอัมเตอร์ดัมส์ต้องมาถ่าย
ประเดิมจุดแรกที่สนามบินก่อนเลย จัดไป ! ขายหน้าตากันใหญ่ !!

อากาศดีมวากส์ หนีร้อนมาพึ่งเย็นจริงๆ

สนามบินมีทั้งโซนสนามบิน และ ห้าง และ สถานีรถไฟค่ะ เชื่อมกันหมด
ไม่มีอะไรทำ ก็มาเดินเล่นสถานีรถไฟต่อ ทำไมยุโรปอะไรก็สวยไปหมดนะ ?

 

การรถไฟประจำชาติเนเธอร์แลนด์ สีเหลืองน้ำเงินนะคะ ชื่อย่อ NS โลโก้ลูกศร
ซื้อตั๋วไม่ยาก มีภาษาอังกฤษหมด แต่ ถ้าซื้อจากตู้ไม่รับธนบัตรนะคะ อันนี้มากดเล่น ไม่มีไรทำไง

สิ่งที่เราแนะนำจริงๆ ในการเดินทางทั่วเนเธอร์แลนด์
ถ้าไม่มี Eurail Pass (บัตรรถไฟบุฟเฟต์) หรือ Benelux pass / Global Pass
หรือจะพาสอะไรทั้งหลายนั่นแหละ
คือ OV-Chipkaart มันคือบัตรเติมเงินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมานั่งซื้อตั๋วตลอดทุกรอบที่ขึ้น
ใช้ไม่หมดก็แลกคืนได้ (แต่มีค่าใช้บัตร 7.5 ยูโร) แล้วจะยัดเงินเท่าไหร่ลงไปก็แล้วแต่เรา
** แต่ถ้าเงินในบัตรเหลือไม่ถึง 20 ยูโร มันจะให้ตื้ดไม่ได้ ดังนั้นอัดไปเยอะๆ หน่อยก็ดีค่ะ (แต่ระวังหาย)

หาซื้อได้ตามเคาท์เตอร์หน้าตาแบบนี้ และเติมเงินได้แทบทุกสถานีเลย

 

รอสมาชิกอีกหนึ่ง บินมาถึงแล้ว นางเอกอยู่ค่ะ คือกระเป๋าหายค่ะ !!
รออีก 24 ชั่วโมงทางสายการบินจะเอาไปส่งให้ที่พักนะคะ ไม่ใช่ของ KLM นะคะ
ไม่ขอเอ่ยนามสายการบินค่ะ 55

จากสนามบินเข้าเมืองอัมเตอร์ดัมส์ มีรถไฟวิ่งตลอด ขาเดียว 4 ยูโรค่ะ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
(นั่งชั้นสองนะ ถ้าชั้นหนึ่ง ที่พวกเราเผลอไปนั่งแล้วโดนปรับมาแล้ว คนละ 20 ยูโรค่ะ เจ็บค่ะ)
ในรูปนี่บันทึกไว้ว่าในชีวิตได้นั่งรถไฟชั้นหนึ่งนะจ๊ะ

เนื่องจากเราเป็นนักเดินทางยุคดิจิตอลกันแล้วค่ะ
มี App มากมายอยากแนะนำมากสำหรับทริปนี้
มาเร่ิมต้นที่ Reisplanner เป็นแอปเช็คตารางรถไฟของเนเธอร์แลนด์เองเลย สวยงาม
เข้าใจง่าย แต่อันนี้ต้องมีเน็ต (หา Wifi ตามสนามบินเอาค่ะ)

ถึงแล้ว อัมเตอร์ดัมส์ วินาทีแรกที่มาโผล่หน้าสถานีรถไฟ ตกใจค่ะ !
คือเมืองแบบธีมปาร์คมาก ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เลยว่าตัวเองมาเหยียบยุโรปแล้ว มหัศจรรย์ใจมาก

ถนนเส้นหลักของที่นี่ถัดจากสถานีรถไฟคือ Damrak (ดัมรัก) เราพักอยู่แถวๆนี้แต่ถัดไปหน่อย
ที่พัก Tourist Inn Hotel เดินทางง่าย ข้าวเช้าฟรี คืนละ 1500 บาท นอนรวม 6 คนค่ะ (ค่าครองชีพสูงนะ)

 

ยังไม่ชินกับธีมปาร์ค แต่ก็ยังไม่ง่วง ตะลุยเมืองกันก่อนค่ะ (จะเที่ยงคืนนะตอนนั้น)
ที่แรก Beer Temple เพื่อนแนะนำมา บอกว่ามีเบียร์เยอะมาก จัดไปตั้งแต่คืนแรก
เรามีโครงการ 1day1drink ค่ะ (ผู้ปกครองให้คำแนะนำด้วยนะ)

ด้านในมีให้เลือกเยอะมาก จัดมาคนละดอก ประเดิมคืนแรกนิดนึง



บอกก่อนค่ะว่า พวกเราเด็กดี 55 แต่มาถึงยุโรปที่ดื่มเบียร์แทนน้ำแล้ว ถ้าไม่ดื่มก็ถือว่าพลาดค่ะ
ชิมมันทุกเบียร์ เอาให้รู้

เอาให้ตัวอุ่นก็ออกมาเดินเล่นในเมือง
เอาจริงอัมเตอร์ดัมส์พวกโซน Red light / Damrak / Dam Square
เดินถึงกันหมดค่ะ จริงๆ คืนนี้ก็เก็บหมดแล้วเนี่ย (มาทำไมวะ?)

 

Royal Palace ตั้งอยู่บน Dam Square เสมือนสยามบ้านเราค่ะ

Red light District ย่านนี้โคมแดง กลิ่นกัญชารัวมาก คนในตู้กระจกทั้งหลาย
เดี๋ยวเรามาเก็บดีเทลกัน ยังอยู่ที่นี่อีกหลายคืน

 

3 สิงหาคม 2557 (อาทิตย์)
เราอยู่อัมเตอร์ดัมส์ 5 คืนค่ะ จะเที่ยวมันให้หมดทุกซอกเลย
เริ่มต้นจากข้าวเช้าฟรีของโฮสเทลก่อนเลย ไข่ต้ม ขนมปัง ชีส แฮม แปลว่าเรากินแบบนี้ไปอีก 5 วัน

 

เช้าวันแรก เราเริ่มต้นจากเดินเล่นไปเรื่อยก่อน
ที่นี่เป็นเมืองกลางคืน คนนอนดึกกัน ตอนเช้าคนก็ไม่ตื่นกัน
เช้าๆ ริมคลอง ดีงามชนะเลิศมากค่ะ

แอ๊บว่ารวยกินเบรคฟาสต์ยามเช้าริมคลอง คือไปนั่งที่เค้าแล้วถ่ายรูป

ถ้านับสถานีรถไฟเป็นจุดกลางของเมือง
ตรงลงมาเป็น Dam Square โซนนี้เป็นโซนด้านซ้ายแถวๆ บ้านแอนน์แฟรงก์ ชิวดีนะ

เดินทะลุมาด้านหลัง Royal Palace คือมันใกล้มาก เดินเอาก็ได้ !!

รสชาติของชีวิต มาเหยียบยุโรปแล้วนะเฟร้ยยยย !!

แค่ช่วงเช้าก็เก็บแทบครบหมด ห้าง Magna ห้างนี้เขาบอกไฮโซ ข้างในมีแต่แบรนด์ไม่รู้จัก 55

วังยามเช้ากันบ้าง ดัมสแควร์นี่ขยะเยอะเชียว

 

สมาชิกทริปนี้ 5 คน !

ถนน Damrak มองไปสุดสายตานั่นคือ สถานีรถไฟ Centraal Station
(ไม่ได้สะกดผิดนะคะ ของแท้ต้องมี a สองตัว) เมืองนี้ขยะเยอะจริง ยอม!

 

มาต่อกันที่โซน Red light ยามเช้า ขยะเยอะมากที่สุดในสามโลก
amsterdam เป็นเมืองที่เสรีมาก แต่กฎหมายก็หนักนะถ้าทำผิด
เสรีตั้งแต่สูบกัญชา ขายกันได้ตามสบาย ทางเพศก็เสรี มีขายกันโต้ง
หรือจะอุปกรณ์ทั้งหลายก็โซว์กันงี้เลย เสรีมั่ก
**สิ่งในตู้โชว์คือ เอาไว้สำหรับในห้องน้ำติดกับฝักบัว ราคาไม่ใช่ถูกนะคะ

ยามเช้า หายตัวกันหมด

จริงจังนะ มีหลายร้าน มีทุกแบบนะ (แต่เอาลงไม่ได้ เดี๋ยวโดนดราม่า เดี๋ยวโดนเซ็นเซอร์ 55)

 

เดินมาทะลุ Nieuwmarkt น่าจะแปลว่า New Market
มีขายของวินเทจ เหรียญ แสตมป์ไรงี้

ตึกนี้ชื่อ Waag ตะก่อนเป็นประตูเมืองเก่ามาก่อน ถูกเปลี่ยนไปเป็นหลายอย่างมาก
ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ สถานีดับเพลิง ตอนนี้กลายเป็นร้านคาเฟ่ไปแล้ว

 

ตลาดนี้น่ารักดี มาไม่ยากด้วย ตลาดส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็ขายของคล้ายๆกัน

เดินกันไป เพื่อไปทะลุ Dam Square อีกครั้ง

 

เมืองจักรยาน

สุดสายตาคือ Waag เมื่อกี้ โอล ขยะเยอะจัง

กลับสู่ Dam Square เพราะจุดประสงค์ของเราคือ
เข้าร่วม Free Walking Tour ค่ะ มีทุกวัน ไม่ต้องจอง
เดินมาจอยได้เลย ของเรารอบ 11 โมง

ไกด์จะพูดอังกฤษ ซึ่งอันนี้แล้วแต่กรุ๊ปอีกว่าจะได้สำเนียงแบบไหน
บางคนฟังง่าย บางคนฟังยาก เขาจะให้ตั๋วมา ก็ไปร่วมกับเขา
เดินตามๆ กันไป ประมาณครึ่งวันค่ะ
*สังเกตด้านขวา สองมนุษย์ตั้งใจฟังมาก 555

 

โซนแรก ไกด์พาไป Red Light District อีกแล้ว !!
มาไม่ถึง 1 วัน ไปมาแล้ว 3 รอบ เด็ดปะหล่ะ
ประวัติคร่าวๆ ของโซนนี้คือ อาชีพขายบริการเป็นอาชีพเก่าแก่ของที่นี่มากเพราะสมัยก่อน
อัมเตอร์ดัมส์เป็นเมืองท่าที่เจริญมาก เอาไว้สนองบรรดากะลาสีทั้งหลาย
เห็นแบบนี้ใครอยากทำก็ได้ แต่เสียภาษีแพงมากกกกก

 

อีกเอกลักษณ์ของอัมเตอร์ดัมส์คือ หน้าตาบ้านเรือน แต่ละหลังหน้าตาไม่เหมือนกันเลย
แต่ถ้าสังเกตดีๆ บ้านจะเหมือนคว่ำลงมานิดหน่อย (อิแผ่นที่เป็นหน้าตาของบ้าน)
เพราะอย่าลืมว่าประเทศนี้ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล !! แปลว่าปกติแล้วแผ่นดินต้องจมน้ำ
แต่เนเธอร์แลนด์มีขลประทานที่เทพมากอันดับหนึ่งของโลก ทำให้แผ่นดินไม่ทรุดได้
สมัย Golden Age มีการขุดคลอง ถมที่โดยใช้ทราย ตอนนี้คือ ทรายทรุด !!
บ้านก็เลยเอียงนิดนึงแบบนี้

 

สาระต่อมา Netherlands มีตัว S ลงท้ายนะคะ ส่วน Amsterdam ไม่มี S นะ
ที่นี่จะเรียกตัวเองว่า Nederland – Neder แปลว่า ต่ำ แปลว่าแผ่นดินที่ต่ำกว่าน้ำทะเลนั่นแหละ
ส่วน xxx ถือเป็นตราสัญลักษณ์ประจำเมืองอัมเตอร์ดัมส์
มีเยอะมากตั้งแต่ป้าย เสาไฟ ไปถึงรถขนขยะ

ไกด์พาเดินไปเรื่อย ลงมาด้านล่างของเมือง ถึงโซน Munttoren (หอคอยโรงกษาปณ์)
แล้วทะลุไป Begijnhof เป็นสถานสงเคราะห์คนยากไร้
แถวนี้ก็มีคาเฟ่เรียงราย ฮิปมากขึ้นกว่าในโซนเมืองเยอะทะลุ Begijnhof (เบลอเคลนฮอฟ) มาก็มาเจอ Amsterdam Museum
เข้าไปเล็กน้อยไม่ได้เข้าไปข้างในสุด ในเมืองนี้มีมิวเซียมน่าสนใจเยอะมากกกกก
เดี๋ยวถึงวันที่รีวิววันมิวเซียมเมื่อไหร่ค่อยมาว่ากัน : )

ย่านแถวนี้จะเงียบๆ ไม่ค่อยมีกลิ่นกัญชา แลดูผู้ดี
ย่านนี้คือ Spui (สเปา) มีคาเฟ่เยอะแยะ เก๋ๆมากมาย
ไกด์พาเดินรอบเมืองจริงๆ เดินกลับมาย่าน Jordaan (ยอร์ดาน)
อีกครั้งคือฝั่งซ้ายของเมือง ดังๆแถวนี้ก็คือ บ้านแอนน์แฟรงก์
ใครว่างก็ไปหาบ้านที่หน้าแคบที่สุดในเมืองนี้กันดู แคบจริง ที่ผู้หญิงยืนโพสท์อยู่
สาระกันต่อ
1. น้ำในคลองที่นี่ลงไปว่ายได้นะ (แต่ถ้าจะว่ายแนะนำย่านนี้ดูสะอาดกว่า red light อะ)
2. คนอัมเตอร์ดัมส์ส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ในเมือง ยิ่งพวก Damrak / Red light
โซนพวกนั้นมีให้นักท่องเที่ยวนอนกัน พี้ยา ส่งเสียงกันไป แต่อย่างย่าน Jordaan
ก็เป็นออฟฟิศส่วนใหญ่ เงียบๆ ปลูกต้นไม้เยอะๆ คลองน้ำใส
แถมไม่ไกลจากความเจริญนัก
เคยอ่านบทความที่เป็นออฟฟิศในเนเธอร์แลนด์
พอ 6 โมงปุ๊ป ออฟฟิศจะไม่ให้พนักงานทำงานแล้ว
ให้กลับบ้านกันให้หมด แต่มาที่นี่จริงๆ บ่ายๆ
ก็ดูชิวกันหมดแล้ว นี่ทำงานกันบ้างมั๊ย?
เมืองที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี มันมีจริงบนโลกใบนี้
ทำงานให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ เอาเวลาไปใช้ชีวิตให้มาก มีความสุขให้เยอะขึ้น
นี่คงเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตของคนที่นี่ : )
ไกด์ขอจบการทัวร์เพียงเท่านี้ ธรรมเนียมคือถึงจะเป็น Free walking แต่เราก็ควรจะให้เงินเค้าด้วย
เราก็จัดไป 30 ยูโร (ถือว่าถูกอยู่ดี) ไกด์แนะนำร้านอาหารตรงหน้าเรา
ว่าแล้วก็หิวข้าว ตามไปจัดตามคำแนะนำ บอกแล้วทริปนี้ กินดีอยู่ดี !1day1drink ทริปนี้ขับเคลื่อนด้วยเบียร์ !

ร้านชื่อ Cafe Sonneveld ของเด็ดของร้านนี้คือ Stamppot มันคือมันฝรั่งกับมีทบอล อร่อยดี
จริงๆ แล้วถ้าเผื่องบไว้ อย่างเราคือ คำนวณว่า ค่ากินวันละ 20 ยูโร (800 บาท)
ร้านนี้ตกหัวละ 10 ยูโร ถือว่าอยู่ในงบเลย เพราะถ้าอยู่อย่างประหยัดจริงๆ
กินแซนวิชในซูเปอร์ทุกวัน ตกอันละ 5 ยูโร มากินร้านอาหารวันละครั้งยังได้
พอเราเริ่มแก่ตัวขึ้น การงกไปก็ไม่มีประโยชน์มาแล้ว ก็มาชิมให้รู้ว่าอีกฟากโลกเขากินอะไรกัน
จากโซนนี้เราเดินเองต่อ มาที่ Cheese Museum คือไม่เชิงเป็นมิวเซียมขนาดนั้น
เหมือนร้านชายชีสขนาดใหญ่ มีห้องใต้ดินให้ดู ให้ชิม เล่นเอาอิ่ม ดีงามมากมีทุกสี


ชั้นใต้ดินมีเก็บพวกอุปกรณ์กะชีสก้อนใหญ่ๆ ไว้
แถมมีให้คอสเพลย์เป็นสาวดัชต์ อะ ถ่ายรูปพร้อมร้องว่า ชีสสสสส
เฮียแกอธิบายชีสที่ตัวเองชอบอยู่ คนที่จริงจังกับอะไรบางอย่างนี่ดีจริงๆ
อย่าลืมมาร้านเฮียกันนะ Cheese Museum ไม่เสียค่าเข้า
แถมชิมชีสฟรีอีก ดีมาก
ข้างๆ ร้านเฮียเป็น Tulip Museum ข้างในค่าเข้า 5 ยูโร
แต่ด้านนอกก็ขายพวกเมล็ดพันธุ์ เอาไปปลูกได้ (แต่ไม่รู้เอาขึ้นเครื่องได้ปะนะ)
สาระนิดนึงคือ ทิวลิป ต้นกำเนิดจริงๆ มาจากประเทศตุรกี แต่เนเธอร์แลนด์เอามาลองปลูก ดันดัง !!!
ขึ้นเยอะจนตอนนี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้ไปละ
ด้านล่างเป็นเม็ดจริงๆ มาเป็นก้อนเลย
สาระกันต่อค่ะ อีกสิ่งที่ดังมากของเมืองดัชต์คือ
กระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน ที่นี่เรียกว่า royal Delft Blue
ตะก่อนได้รับอิทธิพลมาจากแถบยุโรปด้วยกัน แต่พอเดินเรือไปถึงจีนเท่านั้นแหละ โดนใจมากตอนนี้ก็เลยเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของที่นี่ไปอีก ส่วนที่เรียกว่า Delft
เพราะประเทศนี้มีเมืองชื่อ Delft ที่ทำกระเบื้องโดยเฉพาะ ดังสุด
(เดี๋ยวเราก็ไปเมืองนี้กัน แต่อีกหลายตอนหน่อย ค่อยว่ากันนะ)

สาระเรายังไม่จบค่ะ มีตลอดทริปแน่นอน น้องกระต่ายที่หน้าฟีลคิตตี้
ชื่อ มิฟฟี่ Miffy นะคะ ถูกวาดขึ้นมาจากนักวาดชาวเนเธอร์แลนด์นี่แหละมิวเซียมอยู่ที่เมือง Utrecht (ที่เราจะไปอีกเช่นเดิมแต่ไม่ได้เข้ามิวเซียม)
ดังนั้นเราจะพบน้องมิฟฟี่เป็นของฝากอีกอย่างของประเทศนี้
เขาบอกว่ามิฟฟี่มาก่อนคิตตี้อีกนะ !!
ด้วยความที่เมืองนี้ทุกอย่างเดินถึงกันหมด ทำให้ทำเวลาได้เร็วมากเกิน
พระอาทิตย์ก็ตกช้า ทำไงดีวะ เดินไปเรื่อยๆ ชิวๆ ละกัน
อีกทริคที่อยากแนะนำคือ เอเจนซี่ชื่อ Tours& Tickets มีให้เห็นทั่วเมือง
ใครคิดอยากไปพวก Heineken / Icebar อะไรฟีลๆ Attraction ทั้งหลาย ซื้อตั๋วที่นี่ถูกกว่าค่ะ !!

ตายรังสู่โซนเดิม Magna Plaza ข้างในห้างอลังการนะคะ !



มืดแล้ว ไป Red light รอบที่ 4 ของวัน ติดใจมาก 555555
ข้าวเย็นวันนี้ อาหารจีนแห่งตระกูลยู ตรงข้ามมีพี่พนักงานคนไทยด้วย
แกอยู่มาหลายสิบปีแล้ว คูลมาก เราก็เก๋ กินข้าวมันตรงเร้ดไลท์นี่แหละ หัวดำจะทำไม

มาเนเธอร์แลนด์ จะไม่พูดถึงจักรยานก็ไม่ได้
ประเทศนี้เหมือนเมืองหลวงจักรยานของโลก
ที่นี่มีเลนจักรยานไว้ให้ทุกคน ครอบครัว คนวัยทำงาน ทุกคนที่นี่ขี่จักรยาน
ส่วนพวกเราก็ขี่จักรยาน แต่ขี่ที่ไหนเดี๋ยวจะมาเล่าต่ออีกหลายตอน
แต่แน่ๆ ประเทศนี้สวรรค์ของคนขี่จักรยานจริงๆ
อีกที่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ Grasshopper ตั้งอยู่ทำเลเด่นมากสุดในเร้ดไลท์แล้ว
ที่นี่เป็นร้านอาหารกับ Coffee shop (คอฟฟี่ช็อปเป็นคำเรียกร้านขายกัญชาของที่นี่
ถ้าอยากดื่มกาแฟเข้าคาเฟ่นะคะ อย่าหลงเข้า coffee shop นะ)ไกด์บอกร้านนี้เหมือนตัวใหญ่สุดแล้ว เอาไว้ฟอกเงินด้วย
ใครมีโอกาสก็ลองเข้าไปได้นะ ส่วนพวกเราป๊อด !

เร้ดไลท์นอกจากขายเรื่องแบบนั้นแล้ว ของกินก็ดีงามนะ
อาหารจีนเอย (มันใกล้ china town)
ตบท้ายคืนนี้ด้วย crepe&waffles ดีงามมาก กล้วยนูเทลล่า
(มากินทำไมถึงที่นี่) บอกแล้วทริปนี้ กินจนอ้วน !!
เข้าซอกแดงนิดนึง คือที่นี่มีหลายมู้ดมาก สวยๆ มักไม่ค่อยเห็น
ส่วนใหญ่มีอายุไม่ก็อวบๆหน่อย (แต่บางซอยฮิต สาวแว่นมาก มีเยอะมาก)
ยิ่งตรอกเล็กๆ ลึกๆ จะยิ่งแพงขึ้น สงสัยเด็ดจริง แก๊งผู้ชายไม่ได้มาลอง เลยอดรีวิวเลย !!
ดมกัญชาจนเริ่มชิน เมืองเริ่มสวย ไม่รู้สึกว่าธีมปาร์คแล้ว แค่คืนเดียว สนิทกันเร็วมาก

แค่ตอนแรกก็จัดมาซะหนัก นี่ก็จะรอบอัมเตอร์ดัมส์แล้วเนี่ย
ขอลาทุกท่านคืนนี้ไปด้วยภาพนี้ ย่าน Red light ตอนกลางคืน
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า เรายังอยู่อัมเตอร์ดัมส์
แต่เรายังขาดอีกอย่างคือ เมากัญชา พบกันค่ะ !!
(ตอนนี้นี่เราไม่แน่ใจว่าในพันทิปเล่าได้มากแค่ไหนคะ ใครช่วยชี้แจงแถลงไขที
หมดเปลือกหรือว่าเซ็นเซอร์นิดนึง)ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ด้วยค่ะ กราบค่ะ
ปล.ในรูปคือไอติมกัญชา 55555

Scroll Up
logo