1 กันยายน (พฤหัส) 2554 เดินทางสู่เมือง Lhasa
ในที่สุดการเดินทางของเราก็เข้าเดือนกันยายนแล้ว ให้ความรู้สึกยาวนานมาก
เช้านี้เราตื่นมาบนรถไฟขบวนที่นั่งเมื่อวานนั่นแหละ ตื่นมารับแสงอาทิตย์ยามเช้าโดยจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือเมือง Lhasa พร้อมแล้วไปลุยกันเลย

ระหว่างทางไปเมือง Lhasa เพื่อนเรา ผู้ชาย Crazyteddy ตื่นเช้าสุดเสมอ เพราะอีกสองสาวยังนอนอืดอยู่
ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศตอนเช้า จขกท.ก็เพิ่งได้เห็นจากรูปเหมือนกัน ฮ่าฮ่า น่ายินดี

ที่นี่มันที่ไหน ทำไมมีหิมะด้วย..

ถ้ามาแล้วอย่าลืมตื่นกันเช้าๆนะ อย่าเอานิสัยแบบเราไป ฮ่าฮ่า

อืมมม แค่นั่งรถไฟมาก็คุ้มแล้วนะ


ในที่สุดสองคนนี้ก็ตื่นมาแบบมึนๆ กินมาม่ายามเช้า (หรือมาม่าของเมื่อคืน)
มองวิวแบบงงๆ ตอนนั้นจำได้ว่า งงๆรู้ว่าสวยแต่ยังมึนๆอยู่

ช่วงประมาณ 9-10 โมง รถไฟก็วิ่งผ่านทะเลสาบแห่งหนึ่ง (ไม่น่าใช่นัมซั่วเลค) สวยมาก
น้ำน่ากินมาก(แต่ตอนนี้ทุกคนคงเบื่อน้ำกันแล้วใช่มั๊ย) วิวสวยจริงๆ ชาวจีนก็แห่ถ่ายรูป
เราก็แห่ บนรถไฟก็มีบรรยายว่าเป็นทะเลสาบบริสุทธิ์ อะไรซักหนึ่งฟังไม่ได้ยินเลย

ถ้าได้มานั่งก็จะเห็นวิวแบบนี้ มากันนะจ้ะ

น้ำช่างใส นิ่ง น่ากิน ถ้ามาท่วมบ้านเชื่อเถอะว่ากินได้ แลดูสะอาดมาก

ตรงนั้นอะไรสีแดงๆ ไม่รู้เหมือนกัน ถ่ายมาตอนไหนยังไม่รู้เลย

ลืมเล่า บนรถไฟจะมีกระติกน้ำให้ล็อคละอัน แต่ไม่มีใครกล้าใช้เลย เราก็เช่นกัน แต่วิวสวยจริง

กลับมาดูความสวยกันต่อ ดูยังไงก็สวยจริงๆ มีใครจะว่ามันไม่สวยบ้างมั๊ยเนี่ย อืมมม

จะเห็นจามรีได้เรื่อยๆ คือมีให้เห็นจนเบื่อ

จามรีวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าเทเลทับบีส์ น่ากินจริงๆ

คือไม่รู้จะพูดยังไง เมื่อวานเห็นวิวข้างทางว่าสวยแล้วนะ
วันนี้สวยกว่าอีก นี่มันจะมีสวยกว่านี้มั๊ยเนี่ย

ประมาณ 10.40 เขาก็ถึงสถานีอะไรซักอย่าง เราก็แวะลงไป
เดินเล่นชิวๆ อากาศเย็นแล้วนะ แต่เราก็ยังชิว ขาสั้นเก๋ๆ

ดูสิ่งสวยงามกันต่อ เอาให้ดูจนเบื่อกันไปข้างเลย

โลกนี้มันยิ่งใหญ่เกินไปรึเปล่า

ขอขัดอารมณ์เล็กน้อย ด้วยของกินบนรถไฟภาคต่อ
ความเดิมคือเราซื้อน้ำมา 2 ถึงใหญ่ไอซ์ทีอีก แต่กินหมดแล้ว!!!!!!
เราไม่มีน้ำกินแล้ว นี่ยังไม่ถึงลาซาเลยนะ ห้ามกินขนมเดี๋ยวหิวน้ำ สุดท้ายทนไม่ไหวไปตู้เสบียง ไม่มีขายน้ำเปล่าอีก !!
สุดท้ายต้องซื้อน้ำอะไรมาก็ไม่รู้ (ขวดกลาง) กินแล้วกลายเป็นน้ำบ๊วย ให้รสชาติอาม่ามาก
กล้ำกลืนกินเพราะขาดน้ำจริงๆ น่าเศร้า ขวดแรกเป็นนมเปรี้ยวจีน
เหมือนดัชมิลล์บ้านเราแต่ออกนมๆกว่า
กระป๋องขวาเป็นกระป๋องซุปถั่วตอนที่แล้วนั่นแหละ (มันยังอยู่เพราะไม่มีใครกิน)

สุดท้ายทนน้ำอาม่าไม่ไหว ทำไงดี มีพนง.มาขายน้ำ
เราซื้อเลย น้ำเปล่าแน่ ความจริงแล้วมันคือน้ำกลิ่นสัปปะรด แต่แค่ไม่ใส่สีเหลืองลงไป
ให้ฟีลน้ำนักกีฬามากๆ อร่อยดี แต่อยากกินน้ำเปล่า ก็เวิกกว่าน้ำบ๊วยอาม่า(วะ)

จบการบ่น กลับมาดูความสวยงามกันต่อ
แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไม่มีน้ำกินจนต้องไปขโมยแก้วกระดาษจากตู้เสบียงมารองน้ำร้อน
กินไปก็ได้กลิ่นกระดาษ กะขโมย lock&lock ตรงข้ามไปเติมน้ำแล้วเอามาคืนซักหน่อย

เราอยู่ที่ไหนเนี่ย เอเวอเรสต์ รึเปล่า ?

นี่สินะ หลังคาโลก มันใกล้ท้องฟ้ามากกว่ากรุงเทพนี่เอง
มิน่ามันถึงใสและสวยขนาดนี้ อืมมม

ดีใจกับลูกกะตาตัวเองจริงๆ ที่ได้มาเห็นภาพแบบนี้แล้ว ขอบคุณ

เย้ มาถึง เมือง Lhasa แล้ว สวยงาม ยิ่งฟังเพลงไปด้วยนะ นึกว่า mv ประกอบเพลง 🙂


เรื่อยๆบนรถไฟ ฟังเพลง ดูวิว พอแล้ว

ตามหลักรถไฟต้องถึงลาซาประมาณ 2 ทุ่มแต่ปีเตอร์(เพื่อนในห้องเดียวกัน)
มาบอกว่าเขาจะถึงเร็วขึ้น เป็นถึง 4 โมงเย็นแทน เราก็อ้าว
แล้วไกด์จะมารับเรามั๊ยก็เลยส่ง sms ไปบอกเอเจนซี่
สุดท้ายต้องไปลุ้นกันว่าเราจะนอนรอที่สถานีจนถึงสองทุ่มหรือไม่

วิวสวยจบลงแล้ว อย่างรวดเร็ว แปปๆเราก็ถึง Lhasa แล้ว
ไม่อยากบอกเลยว่า เรานั่งผ่านสถานีรถไฟที่สูงสุดในโลกมา อย่าเรียกว่านั่งผ่านดีกว่า
นอนผ่าน เพราะจุดนั้นเรานอนหลับพอดี (พอดีมันเป็นช่วงนอนกลางวันหน่ะ ฮ่าฮ่า)
ไม่ต้องซีเรียสแทนเรา เพราะเดี๋ยวขากลับก็ผ่านอีก
ไว้ค่อยไปลุ้นใหม่ ตอนนี้สถานีรถไฟลาซาแล้ว

ตอนรถไฟจะจอดทุกคนแบบ ใส่เสื้อหนาวกันเยอะมาก เราก็อ้าวต้องใส่ด้วยหรอ
สุดท้ายเราใส่ท่อนบน แต่ท่อนล่างยังคงแตะ
อากาศเย็นกำลังดีจริงๆ ใส่เสื้อหนาวแล้วร้อนเลย

ถึง Lhasa แล้วยังไงต่อ ตามหาไกด์ก่อน เค้าบอกจะมารอหน้าสถานีรถไฟ
ไหนเนี่ย รองเท้าแตะดูไม่เข้ากับบรรยากาศมาก เรามาทะเลกันหรอ

สถานีรถไฟลาซา ตัวตึกเท่ดีนะ ท้องฟ้าที่นี่ใสมากกกกกก

ในที่สุดไกด์ก็มารับเราและหาจนเจอ มีการเขียนป้ายชือ่ไว้ด้วยนะ
ตื่นเต้นในชีวิตไม่เคยมีคนเขียนป้ายชื่อ ฮ่าฮ่า ไกด์และคนขับรถพาเราไปเช็คอินที่โรงแรมก่อน
สภาพโรงแรม โรงแรมชื่ออะไรเรายังไม่รู้เลย..

ด้านหน้าโรงแรมเป็นวิวแบบนี้ ดูดีมะ ตื่นเต้นมั๊ย

หลังจากเราเช็คอิน ก็เริ่มมีการขับถ่าย สภาพโรงแรมเริ่มน่ากลัว
ห้องมีกลิ่นเหม็นอับ ชักโครกไม่ลง เราก็เริ่มโวยวาย ไกด์ก็บอกเดี๋ยวหาทางเปลี่ยนโรงแรมให้
ต้องบอกเอเจนซี่อีกที (เราชักนอย chinayak เอเจนซี่ที่เราติดต่อละ)
ไกด์เลยบอกงั้นวันนี้พาเข้าไปในเมือง Lhasa กันก่อน แต่ไม่มีรถตู้นะจ้ะ
เรียกแทกซี่เข้าไป เราก็โอเค

บอกก่อนว่า ใน Lhasa โซนที่เป็นพระราชวังโปตาลา
วัดต่างๆจะเป็นโซนเมืองเก่า ส่วนโรงแรมที่เราอยู่จะเป็นเมืองใหม่ เป็นเกาะต้องข้ามมา
เค้าก็เรียกกันว่า เราโดนปล่อยเกาะ เพราะโรงแรมก็นอยแล้ว น่ากลัวจริง
สภาพย่านเกาะก็เหมือนเมืองใหม่ มีร้านค้า จีนๆอาหาร เยอะแยะไปหมด
แต่เหมือนทำเพื่อให้ทัวร์ลงหน่ะ เราก็เรียกแทกซี่เข้าย่านเมือง แทกซี่ที่นี่
วิ่งไปไหนก็ 10 หยวน ไม่ต้องแคร์มิเตอร์มาก
มิเตอร์บอก 11 เราจ่าย 10 ไปเค้าก็ไม่ว่า

นั่งมา 10 นาทีเองมั้ง ก็ถึงโซนเมืองละ ประเดิมที่แรกโซนวัดโจคัง (วัดในรูปนี่แหละ)
วันนี้ยังไม่ได้เข้าไป ตรงนี้เปรียบเสมือนสยามบ้านเรา เจริญสุดแล้ว คนเยอะดี
มีขายของให้นักท่องเที่ยว ร้านอาหาร แต่แดดแรงมาก
วันแรกๆยังพอทนไง แสบตามาก

เดินแถวหน้าวัดเสร็จก็เดินมาแถวข้างๆจะเป็นถนนคนขายของ
ไม่รู้นี่เป็นถนนชื่อดังที่ทัวร์เขาชอบพามาลงรึเปล่า
ที่ทุกร้านขายของเหมือนกัน แดดก็เข้าตาตลอดเวลา

สิ่งชื่อดังของที่นี่ คือที่นี่จะกราบแบบ 8 จุด ที่ก้มลงไปกราบทั้งตัว
ใครจะไปไม่ต้องซีเรียสกลัวว่าจะไม่ได้เห็น มีให้พบเห็นตลอดเวลา
ถ้าใครมาแล้วไม่เห็นนี่สิ แปลก! มีให้เห็นทุกที่ ด้านหน้าวัดโจคัง รอบๆวัด
เพราะถ้าคนนับถือจริงๆจะต้องทำท่านี้รอบวัดเลย
แต่เดี๋ยวนี้ตัดทอนลงทำหน้าวัดพอ คนที่นี่ก็ทำแบบนี้กันทั้งวันเลย

ถ่ายกับหน้าวัดหน่อย จ๊าบๆ ตอนนี้มีไกด์ถ่ายให้แล้ว น่ายินดี

กลับมาที่คนก้มกราบต่อ คือ ความเชื่อของคนที่นี่คือไหว้พระทั้งวัน
ไกด์บอกว่าบางคนไม่ทำอะไรไหว้ทั้งวัน พอตกเย็นก็กลับบ้าน ตอนเช้ามาก็ใหม่
บางคนมีออฟชั่นเสริมด้วยแบบสนับมือ สนับเข่า
ที่นอนรองตัวเองหรือจะไม่รองก็แล้วแต่คน

เคยอ่านประวัติศาสตร์ทิเบตมาก่อนไป
ประมาณว่าจีนต้องการยึดทิเบตก็เลยส่งลูกหลานตัวเองมาโตในทิเบต
กลายเป็นว่าตอนนี้คนทิเบตจริงๆมีน้อย ยิ่งใน Lhasa นี่คือน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน
แต่จะไม่ผิวเหมือนเราจะแบบออกไหม้แดดหน่อย
เราก็ยังคงเดินเล่นในย่านนี้ ทุกซอยขายของ แถมขายคล้ายกันทุกร้าน

คนมาทิเบตส่วนใหญ่ก็น่าจะมาซื้อของฝาก ที่ Lhasa แต่ตอนนั้นเราไม่มีอารมณ์จริงๆ
ฟังไกด์พูด แดดร้อน แสบตา เดินไปทางไหนรู้สึกแดดเข้าหน้าตลอดเวลา
เวลาในรูปคือ 6 โมงเย็นแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดแสบตา

เดินไปรอบๆก็จะเห็นคนส่วนใหญ่ถือเจ้าสิ่งนี้อยู่ บางคนอันเล็กใหญ่ไซส์ไม่เท่ากัน
มันคือ Prayer Wheel เป็นวงล้อ เอาไว้สวดมนต์ สวดไปก็หมุนไปข้างในมีบทสวดด้วยนะ
อยากได้ก็มีขายเป็นของที่ระลึกเล็กสุดก็ 20 หยวน เก๋ๆอยู่

ขายของประมาณนี้ เยอะแยะเต็มไปหมด

เดินจนโอเค พอจับความได้แล้วว่าตัวเมืองลาซาเป็นยังไง
เราก็เริ่มหิวข้าว ไกด์ก็บอกเดี๋ยวแนะนำร้านให้ และก็ปล่อยเราไปกินข้าวเองเลย
เจอกันพรุ่งนี้ ไกด์ก็พามาที่ร้านหนึ่งแถวหน้าลานวัดโจคังนั้นแหละ
กลายเป็นภัตตาคารซะงั้น

ถ้าวัดโจคังอยู่หน้าเรา เราจะเห็นซอยทางด้านซ้ายก่อน
ที่มีขายของเยอะๆไปถนนเส้นนั้น ร้านจะอยู่ด้านซ้ายหัวมุม
ชื่อ Woeser Zedroe Tibetan restaurant อะไรซักอย่าง
ที่ไกด์พามาเพราะเป็นร้านที่มีเมนูภาษาอังกฤษ เพราะถ้าเป็นร้านท้องถิ่นจริงๆ
เราสั่งอะไรไม่ออก พนักงานเค้าก็พูดภาษาอังกฤษได้ (ภาษาจีนก็ได้)
ในร้านก็บรรยากาศทิเบต ทิเบต หนาๆอุ่นๆ

ที่เราสั่งมาคือ หม้อไฟ ชาบูเนื้อยัก (จามรีนั่นแหละ) มื้อนี้ไฮโซมาก
กินดีอยู่ดี ชาบูที่ Lhasa นี่ใส่เครื่องมาให้ก่อนนะ คือสรุปเราจะได้เนื้อ 2 ชุด
เพราะเนื้อในหม้อ กับ เนื้อในจาน รู้สึกคุ้มมาก 98 หยวน แล้วก็สั่งอาหารอื่นอีก
สุดท้ายกินไม่หมดเยอะเกินไป ใส่กล่องกลับบ้าน !! งก !!! เนื้อยัก อร่อยดี ไม่เหม็นนะ
เหนียวๆ เหมือนเนื้อวัวแต่ไม่มีกลิ่นเท่า ใช้ได้เลยๆ ที่นี่ไม่มีน้ำเย็นให้กินนะ
กินน้ำอุ่นไป เริ่มจีนขึ้นทุกทีละๆ

กินเสร็จก็ออกไปเดินเล่น เพราะกลับที่พักได้เองอยู่แล้ว แทกซี่ 10 หยวน
(อย่าลืมหยิบนามบัตรโรงแรมมาก่อนนะ) เราก็เดินเล่นแถวเดิมนั่นแหละ
รูปนี้เท่ดี คือตอนนี้ทุ่มนึงแล้ว ยังสว่างอยู่เลย..

หน้าวัดโจคังที่เดิม ทุกคนก็ยังคงกราบไหว้ 8 จุดอยู่
(ที่เรียก 8 จุดเพราะตอนกราบร่างกายเราจะสัมผัสพื้นทั้งหมด 8 จุด)

เหมือนแดดค่อยๆหายไล่มาเรื่อยๆ

เราก็เดินเล่น ถ่ายรูป มองดูคนแถวนั้นจนฟ้าค่อยๆมืด ต่อไปจะไปไหนดีเน้อ

จากถนนที่บอกตอนจะไปร้านอาหาร ถนนก่อนหน้าลานวัดโจคัง ไปทางซ้าย
เดินไปเรื่อยๆจะเจอร้านกาแฟชื่อ SUMMIT CAFE ร้านโม้ว่า
เป็นร้านที่ห้องน้ำสะอาดที่สุดในลาซา เราก็เข้าไปเลย บรรยากาศในร้าน
ขอบอกว่าเรามีร้านนี้ทุกวันที่อยู่ Lhasa ฮ่าฮ่า ห้องน้ำสะอาดจริง
มีขายกาแฟเค้ก (แพงอยู่) ขายภาพศิลปะด้วย และมีเน็ต สุดยอดมาก

จบจาก summit เราก็จะมาตามหา SPINN CAFE คือร้านกาแฟของคนไทย
ที่ขี่จักรยานจากกรุงเทพมาเปิดร้านที่ Lhasa สุดยอดกว่าเราปะหล่ะ บรรยากาศในร้านไม่มีคนเลย
เจ้าของก็ไม่อยู่ สั่งกาแฟก็เบื่อเลย คราวนี้เลยมาลองเบียร์ลาซา
(เพราะเค้าโม้ว่าเป็นเบียร์ที่สูงที่สุดในโลก มันมีจุดขายนะ) สามสหายที่สปินคาเฟ่ เย้เย้

นั่งกินไปซักพัก เข้าห้องน้ำ เราเลยถ่ายคลิปพูดถึงส้วมของจีน ฮามาก
ไว้เอาให้ดู(ตอนนี้ยังตัดไม่เสร็จ) นั่งไปซักพักเจ้าของก็มา คือพี่ก้องและพี่โอ้ต
พี่โอ้ตคือคนไทยที่ขี่จักรยานกับพี่ก้องเป็นคนฮ่องกง ขี่มันถึง Lhasa เราก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
บอกเค้าเลยว่าคนไทย เค้าก็คุยกับเราเอง สนิทเลย เค้าก็โม้เรื่องจักรยานไป
พี่ก้อง(ชาวฮ่องกง)ก็พูดไทยได้ น่ารักดี ตลกดี

นั่งคุยกันไป จนถึงเที่ยงคืน (ดูคลิปวิดีโอเค้าขี่จักรยานไปเชียงใหม่ เค้าชวนไปขี่จักรยานอีก
ขายของขายลำโพงไอโฟน) สนุกดี ในรูปบรรยากาศดูอบอุ่นนะ สรุปซื้อเบียร์เค้าไปขวดเดียวนั่งโม้กันอยู่ถึงเที่ยงคืน
ฮ่าฮ่า นานๆจะเจอคนไทย ในรูปผู้ชายที่หันหลังคือพี่โอ้ต นั่นแหละ

ร้าน spinn cafe สามารถหาแผนที่จากในเนตได้ เซิสชื่อร้านก็พอ ไม่ยาก
เราคุยกับเค้าเสร็จก็ออกมาถนนใหญ่แบบหนาวๆ (หนาวสิเที่ยงคืนใน Lhasa เลยนะ)
เรียกแทกซี่กลับโรงแรม 10 หยวนเท่าเดิม กลับมาดูบรรยากาศห้องในโรงแรมบ้าง
จริงๆเราถ่ายเอาไว้เพื่อเอาไว้เคลมกับเอเจนซี่ถึงความแย่ของห้องหน่ะ

โรงแรมนี้มีแอร์ แต่เปิดไม่ได้ เปิดได้แต่ทีวี ชักโครกเหมือนจะมีคนมาซ่อมแล้ว
โชคดีมีน้ำอุ่น ปลั๊กไฟน่ากลัวมาก แลดูช็อตได้ง่าย แต่สุดท้ายเราก็โอเคนอนไปก่อน

เพราะพรุ่งนี้เราจะไปนอนค้างแรมที่นี่จ้า ทะเลสาบนัมซั่ว โฮะโฮะ
พบกับสามสหายใหม่ ถ้าบ้านจขกท.ไม่โดนน้ำท่วมไปซะก่อน 😀
ติดตามตอนต่อไปของ Train to Tibet ได้ที่
https://go-graph.com/category/gograph-season1/


*****
วิดีโอการเดินทางของเราค่ะ ทาง Youtube
สำหรับตอนนี้
14.BEIJING -TIBET 2/6





