Japan North – South : EP22 Nagasaki

สวัสดีอีกครั้งกับการรีวิวค่ะ
ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางเต็มทีแล้ว ไปลุยกันต่อที่เมือง Nagasaki

21 พฤศจิกายน 2555

พวกเราสามคนออกจากเมืองฮิโรชิม่าเพื่อตรงดิ่งไปยังเมืองแรกของคิวชู นางาซากิ
ประเด็นของการเลือกเมืองนี้ไม่ใช่อะไร เราแค่อยากให้ ฮิโรชิม่า ต่อกับ นางาซากิ
แค่นั้น และสามารถนั่งรถไฟไปได้ ใช้เวลาทั้งหมด 200 นาที
นั่งชินคันเซ็น Sakura557 ไป จุดหมายของเราคือ สถานี Hakata
ที่เมืองฟุกุโอกะ (เมืองเอกของฝั่งคิวชู – ทางใต้ของญี่ปุ่น)
และต่อรถไฟไปยังนางาซากิต่อค่ะ

ยินดีต้อนรับสู่รถไฟ JR คิวชู

ข้างในรถไฟขบวนนี้ก็น่าตื่นเต้นมาก เบาะหนังอย่างดี ห้องน้ำยังไฮโซกว่าชินคันเซ็นที่ผ่านๆมา
ถ้าใครเคยไปดู งานรถไฟที่ TCDC ที่ JR คิวชูอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว เราจะอินมาก
เพราะรถไฟคิวชูนี่สุดติ่งสุดเลยค่ะ !! มีที่ให้นั่งชมวิวด้วย

ในที่สุดเราก็มาถึง เมือง นางาซากิ แบบเย็นย่ำ
เมือง นางาซากิ หาโฮสเทลยากมากนะคะ เราก็เลยใช้บริการ Toyoko Inn ที่ทุกคนฮิตมาก
ก็จะแพงกว่าโฮสเทลนิดหน่อย แต่พวกเราใช้สูตร เชคอิน 2 คน นอน 3 คน
โกงเล็กๆ เด็กดีไม่ควรเอาเป็นแบบอย่างจากสถานีรถไฟต้องนั่งรถรางต่อไปอีก 2-3 สถานี
(เมืองนี้ไม่มีรถไฟใต้ดิน) จริงๆพอโผล่จากสถานีรถไฟ
ตึกสูง Toyoko Inn มองไกลๆก็เห็นแล้ว เอาของไปเก็บแล้วก็ออกเดินเล่นไชน่าทาวน์

การมาญี่ปุ่นครั้งนี้เจอ ไชน่าทาวน์มา 3 เมือง
ไม่ประสบความสำเร็จซักเมือง Nagasaki ไชน่าทาวน์ก็เงียบงัน สงสัยฝนตกด้วย
ก็เลยข้ามฝั่งถนนมา Dejima wharf ด้วยความโง่ๆ มองไกลนึกว่าเขาเขียนว่า
Dejima Whale พวกเราสามคนก็อยากดูการล่าปลาวาฬเหลือเกิน (อ่านการ์ตูนมาไง มีการกินเนื้อวาฬ ไรงี้)
เดินตามหากันใหญ่ ไหนหมู่บ้านล่าปลาวาฬ เดินไปเจอแต่มิวเซียม เสร่อจริงๆ

ด้วยความเฟลว่าไม่เจอหมู่บ้านปลาวาฬก็เลยเดินจากเดจิมะ มาแถวสถานี นางาซากิ
(จริงๆแอบไกล) แถวสถานีเป็นทางเลียบทะเลค่ะ ตอนกลางวันคงวิวสวย พวกเรามาตอนกลางคืน
ภาพจากกล้องไม่ค่อยเวิกนัก แต่ของจริงใช้ได้อยู่ ส่วนข้าวเย็นก็อาศัยห้างแถวนั้น
เมืองนี้ตอนกลางคืนเงียบมาก อารมณ์ประจวบคีรีขันธ์บ้านเราชัดๆ

มาต่อกันที่ยามเช้าของอีกวัน ยังอยู่เมืองเดิม แสนชิว ค่ารถรางครั้งละ 100 เยน นั่งนานแค่ไหนก็ได้
เช้าวันนี้ก็เลยคิดว่าจะไป พวกที่เที่ยวเด่นๆของที่นี่เขา ที่เล็งไว้ก็สะพานแว่นตา กับ มิวเซียมปรมาณู
นั่งรถรางจากโรงแรมไป เจอเด็กข้ามถนนเต็มเบยยยย อารมณ์ดีกันจริงๆ

สิ่งที่น่าสนใจของญี่ปุ่นคือ เด็กๆทัศนศึกษา มีแทบทุกเมือง ต่อให้ไปที่ใกล้ๆ ที่นักเรียนส่วนใหญ่เคยไปแล้ว
ญี่ปุ่นเขาก็ยังสนับสนุนการศึกษานอกห้องเรียนเป็นหลัก เอาเข้าจริงการออกเดินทางครั้งหนึ่งอาจได้บทเรียน
มากกว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมก็เป็นได้

สะพานแว่นตานั่งรถรางสาย 4 ,5 ลงสถานี Nigiwaibashi แล้วเดินต่ออีกหน่อยก็เห็นละค่ะ

ยามเช้าแถวนี้เงียบๆ มีย่านการค้าที่ยังไม่เปิด แต่อันนี้ฮาดี ร้านขายแว่นตาแถวสะพานแว่นตา

แก๊งนักเรียนญี่ปุ่น ยังไม่ยอมเข้าเรียน มาถ่ายรูปเล่นก่อน

เราเห็นเค้าทำท่า ขึ้นไปยืนบนหินไรงี้ ก็อยากทำบ้าง เลยให้กล้องเขาไปถ่ายให้หน่อย
ไว้ใจมากกกก คือถ้าเขาขโมยนี่วิ่งไม่ทันอะ รูปนี้เลยอลังการงานสร้าง

อาริกาโตะกับซาโยนาระเหล่านักเรียนไป ก็เดินกันต่อ เส้นทางเลียบแม่น้ำนี่โรแมนติกเล็กๆ
ชิวเหลือเกินยามเช้า ที่มาของสะพานแว่นตาเพราะสะท้อนน้ำนี่เอง

ถ้าได้มาลองแถวสะพานยามเช้า จะเห็นเด็กๆเยอะมาก หลายวัยเลย
เด็กๆก็ขยันถ่ายรูป ยืนบนหิน สิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆคือ ไอติมบนมือตังหาก
ทุกคนต้องมี เราต้องไปสอยบ้างละ

เดินไปเรื่อยๆ ก็เห็นเหล่าเด็กประถมมุงอะไรกันที่กำแพง ประสาคนไทยอยากเจือก
มุงอัลไลกัน ขอมีส่วนร่วมบ้าง

อ้อออ ปริศนาไขกระจ่างแล้ว มันคือสัญลักษณ์ซารังเฮโยนี่เอง นี่เขาแกะไว้นานแล้วมันเป็นรูปนี้
หรือเพิ่งยัดเข้ามาฟร่ะ ถ้ามาแล้วไม่มีแก๊งเด็กมุงกันใครเล่าจะรู้ แหมเราโชคดีจริงๆ หัวใจใบเบอเริ่ม

ด้วยความเกรียน โพสท์ท่าซารังเฮโย ซักหน่อย
ใครมา นางาซากิ ต้องมาหาหินรูปหัวใจแล้วหล่ะ
รักแท้จะได้สมหวัง (สร้างความเชื่อเองด้วยนะ)

ได้เวลามาชิมไอติมยอดฮิตของเด็ก นางาซากิ กันหน่อย
เจออาม่านั่งขายอยู่เลย ตบมาซักโคน

โคนละ 100 เยนถูกกว่าซอฟท์ครีมในเมืองตั้ง 3 เท่า
(ราคาถูกสุดคือ 300 นะจ๊ะในเมือง) เจออาม่าเข้าไปที ดูชั้นเชิงซะก่อน
เรียงเป็นกลีบกุหลาบอยู่

คือยังไงคะอาม่า รถเข็น คือมีดารามากินหรือยังไง ?
ออกมารูปทรงงดงาม บรรจงจริงๆ ส่วนรสชาตินี่ เอาน้ำแข็งเปล่ามาให้หนูกินหรอคะ
ไร้รสมาก ถือว่าได้กินฝีมือท้องถิ่นจริงๆละกัน 55555

ได้เวลาขึ้นรถรางไปมิวเซียมปรมาณูค่ะ นั่งรถรางสาย 1,2 ลงสถานี Matsuyamamachi
รถรางก็มีบอกสายตัวยักษ์หน้ารถ คันนี้คือสาย 1 ค่ะ

ถึงโซนสวนสันติภาพละ เดินชมวิวดอกไม้ กันนิดนึง
ถ้าขี้เกียจขึ้นบันไดก็ เขามีบันไดเลื่อนให้ด้วยนะ 55

งานประติมากรรมในสวนนี้ก็สื่อถึงเรื่องสันติภาพทั้งสิ้น

และจุดไฮไลท์สุดของสวนสันติภาพแห่ง นางาซากิ คือรูปปั้นผู้ชายตัวสีฟ้า
นักเรียนมาถ่ายรูปกันเต็มอีกแล้ว

สิ่งที่รูปปั้นนี้ต้องการสื่อคือ เป็นรูปปั้นของพระเยซู ผสมกับพระพุทธเจ้า
อาจหมายถึง สันติภาพของทั้งสองศาสนา มือขวาที่ชี้ขึ้นหมายถึงระเบิดที่มาจากฟากฟ้าเป็นการเตือน
และมือซ้ายที่ขนานหมายถึงอยากให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้

ตามที่อ่านมาน่าจะจริงนะ เพราะโครงหน้ารูปปั้นนี่ฝรั่งเลย
แต่ตานี่อย่างตี่ เอเชียชัดๆ

เดิมที่ฮิโรชิม่าโดนบอมบ์เพราะเป็นศูนย์กลางกำลังทหาร ส่วนนางาซากิถูกบอมบ์เพราะเขาตั้งใจจะบอมบ์อู่ต่อเรือ
ที่ใหญ่ที่สุด แต่ปรมาณูดันพลาดเป้ามาลงตรงโซนสวนสันติภาพแทน ซึ่งสมัยก่อนโซนนี้เป็นคุกที่ขังนักโทษ และ โบสถ์
มีคนตายประมาณ 70,000 คนเพราะนอกเมืองหน่อย ซึ่งถ้าโดนในเมืองนี่ ปรมาณูลูกนี้แรงกว่าที่ฮิโรชิม่า 2 เท่า
อาจจะหนักที่สุดก็ได้

ไว้อาลัยให้เหล่านักโทษและคนในโบสถ์ _/|\_

ถัดมาจากสวนสันติภาพก็คือพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณู คล้ายๆกับที่ฮิโรชิม่า แต่ที่นี่ไม่มีเสียงไทย
และอลังการงานสร้างน้อยกว่า เด็กๆก็มาเรียนรู้ การออกเดินทางท่องญี่ปุ่นแทบไม่มีเมืองไหนเลยที่ไม่เจอเหล่าเด็กๆ
เขาส่งเสริมการทัศนศึกษา การเรียนรู้ในห้องเรียน ให้เห็นภาพ จะจดจำได้ดีกว่านะ : )

ที่กำแพงวนๆนั้น มีนกกระเรียนถูกพับต่อกันอยู่
นั่นหมายถึงเรื่องของเด็กหญิงซาดาโกะ ที่เป็นเหยื่อระเบิดปรมาณูเหมือนกันค่ะ

ภายในมิวเซียมก็เล่าเรื่องคล้ายๆที่ฮิโรชิม่าค่ะ ของเก่าเก็บ สภาพตอนนั้น มีทั้งของทั้งภาพ
ดูแล้วหดหู่ไม่ต่างกัน T-T ที่นี่จะเริ่มมีวัยรุ่นเกาหลีมาเที่ยวด้วย คิดว่า นางาซากิ คงมาง่ายเพราะ
จากปูซาน (เกาหลี) น่าจะติดกับฟุกุโอกะ ไม่ห่างจาก นางาซากิ นัก

เมื่อ 8.15 น.ของวันที่ 6 สิงหาคม 2488 เมืองฮิโรชิม่าโดนถล่ม
มีผู้คนล้มตาย แผดเผา ขาดน้ำ ได้รับกัมมันตภาพรังสี
จนเสียชีวิตนับแสน อีก 3 วันต่อมา 9 สิงหาคม 2488 เวลา 11.02 น.
ระเบิดปรมาณูลูกต่อมาถล่มเข้าที่เมือง นางาซากิ

ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยนั้น

ถ้าได้เดินพิพิธภัณฑ์ และอ่านรายละเอียด น่าสังเกตว่า แทนที่ญี่ปุ่น จะโทษชาติศัตรู
กลับยอมรับในข้อผิดพลาดของชาติตนเองในอดีต และใช้ความสำนึกผิดนี้ ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีก
หรือเช่นอาคาร Atomic Dome ทำไมถึงไม่ทำลายทิ้งล่ะ ทำไมต้องตอกย้ำ เหลือซากปรหักพังนี้อยู่
ไม่ใช่ไม่เศร้า แต่เพราะต้องการใช้เตือนสติ ยอมรับผิดว่าตัวเองได้ทำพลาดไป

การซื่อสัตย์และตรงไปตรงมากับอดีตเช่นนี้ ดีกว่าการพยายามลบความจำ
หรือแกล้งว่าโศกนาฏกรรมใดๆ ในชาติตนเองไม่เคยเกิดขึ้น ชาติที่ “ล้างสมอง”
ให้ประชาชนเรียนรู้แต่ประวัติศาสตร์ขาวใสสะอาดด้านเดียวต่างหาก
ที่เสี่ยงต่อการซ้ำรอยความสูญเสียซ้ำ เพราะไม่เคยมีบทเรียนร่วมกัน..

ถ้าที่ฮิโรชิม่า มิวเซียมแสดงให้เห็นถึงการสูญเสีย
อารมณ์ร่วมเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์จริง
ที่นางาซากิหันไปทำอีกแบบคือ เล่าเรื่องความสูญเสียควบกับอาวุธนิวเคลียร์ที่ยังมีอยู่บนโลกนี้

มีอีกหลายประเทศในโลกที่ยังมีอาวุธสงครามอยู่
และจะต้องมีความสูญเสียอีกเท่าไหร่ เกิดขึ้นที่ไหน ไม่มีใครรู้
แต่ทั้งฮิโรชิม่าและ นางาซากิ บอกกับเราว่า สงครามไม่มีอะไรดีจริงๆ

ต่อจากมิวเซียมก็เป็นอนุสรณ์รำลึกผู้ที่เสียชีวิต
คล้ายกับฮิโรชิม่าที่ต้องลงไปใต้ดินเหมือนกันค่ะ

ทางใต้ดินลึกและเงียบมาก ทางเดินก็แคบๆ นี่ถ้าเป็นเขาวงกตพวกเราได้จบชีวิตแน่
มีความหลอนเล็กๆ

ข้างในสวยดี โมเดิร์น แข็งๆ

เสาสูงมาก ถ้าขึ้นไปดูข้างบน เสานี้จะพ้นน้ำขึ้นมาอีก

อันนี้คือข้างบนขึ้นมาแล้ว สถาปัตย์เขาเจ๋งอยู่นะ

จากย่านมิวเซียมปรมาณู เราก็เดินเล่นหาป้ายรถรางแถวนั้นสักพัก
ได้เวลากลับโซนแล้ว เมืองนางาซากิที่ชาวดัชอยู่เยอะ สถาปัตยส่วนใหญ่เลยออกแนวยุโรปซะ
ส่วนพวกหมู่บ้านดัช สวนสนุกอะไรงี้ เราไม่ได้ไปนะคะ บอกไว้เด่วมีคนเฟล 555

แถบคิวชูอากาศอุ่นแล้ว ไม่หนาวขนาดฮอกไกโด
สบาย สบาย

สิ่งที่น่ารักของทั้งฮิโรชิม่าและ นางาซากิ คือ มีหญ้าบนราง
ธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกับเครื่องจักรได้ค่ะ

นั่งรถรางมาลงที่สถานีรถไฟ Nagasaki
เมืองนี้เราไม่ได้เที่ยวครบอย่างที่คิด แต่ก็อิ่มเอิบใจแล้วนะ
ซื้อข้าวกล่อง กินส้มคุณป้าแถวสถานี รอรถไฟมา

เมืองบอกได้ว่า ถ้ามาคิวชูขอให้มา เพราะยังมีอีกหลายที่ที่พวกเราอยากมาแต่ไม่มีโอกาสได้ไป
เกาะร้างเอย ยอดเขาเอย วิวชายทะเล น่าสนใจมาก เมืองแรกของคิวชู : )
และถ้ามีโอกาส จขกท. ยังอยากมาอีกเลยค่ะ แต่เพื่อนเขาไม่มากันแล้วเพราะไกลเกินนน

นางาซากิ ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมาก ค้นต่อกันได้ที่

ตอนหน้าเราไปกันต่อที่ เมืองคุมาโมโต้

ลุยต่อกันได้ที่

Share this story
Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on linkedin
Share on pinterest
Scroll Up
logo