Japan North – South : EP16 Red Kyoto Day 1

สารบัญ

    ในที่สุด เราก็มาถึงเมืองใหญ่ย่านคันไซ

    Kyoto ค่ะ : )

    การเดินทางใน เกียวโต

    ทุกคนที่เคยเที่ยวมาจะบอกให้นั่งบัส แต่เราได้ข่าวว่าตอนเราไป เกียวโต ฝนตก
    และรถติดมาก (ถ้านั่งบัสอาจจะทำให้มีเวลาไม่พอ) เราขอข้ามวิธีการนั่งบัสไป
    แต่รถไฟใต้ดิน เกียวโต ก็มีหลายยี่ห้อมาก (คือเข้าใจมาตลอดว่า เกียวโต มีรถไฟยี่ห้อเดียว ก็ซื้อ
    1 day pass เลย สรุปใช้ไม่ได้เพราะของอีกเจ้า เงิบบบมากกก)
    อ้างอิงดูจาก map ได้ จะมีของ JR กับ Private line

    และแล้วการเดินทางอันยาวนานก็ดูเหมือนจะเกินครึ่งทาง
    จากเมืองหลวง “โตเกียว” เรานั่งรถไฟไปเรื่อยจนมาถึงเมืองหลวงเก่า ” เกียวโต ”
    หลังจากลงรถไฟเราก็นั่งรถไฟใต้ดินในเมืองมาย่านที่พัก

    เราพักกันที่ Khaosan Kyoto Guest House คนละ 838 บาท / คืน
    ย่านที่พักใกล้และไกลจากสถานีรถไฟ

    – ถ้านั่งตรงจาก Kyoto Station จะต้องลงสถานี Shijo และเดินอีกไกลพอตัวเพื่อมาที่พัก
    – แต่ถ้าลงสถานี Kawaramachi ของอีกยี่ห้อนึงจะเดินสั้นกว่า
    แถบที่พักจะใกล้กับ ย่านกิออน แหล่งเจริญของเกียวโตเขา เดินไปถึง อึดๆหน่อย

    รวมๆที่พักก็โอเค ไม่ได้มีจุดเด่นน่าจดจำนัก จริงๆแล้วถ้าไม่อยากสัมพันธมิตรกับใครนัก
    และขยันหาที่พักหน่อย ก็ไม่จำเป็นต้องพักทุกที่ในเครือ Khaosan ก็ได้ค่ะ

    เริ่มต้นมา เกียวโต ใครๆเขาก็มาวัดเนอะ
    แต่เรามาเริ่มกันที่ โรงแรมแสนดีไซน์กันก่อนละกัน (แสดงถึงความเป็นดีไซเนอร์อย่างสุดๆ)
    ความตั้งใจอย่างหนึ่งของการมา เกียวโต ก็เพื่อมาเห็นที่นี่
    และไม่คิดว่า มันอยู่ในซอยเดียวกับที่พัก บังเอิญจริง ก็เลยขอแวะเข้าไปซะเลย

    9h nine hours
    โรงแรมแคปซูล (แต่ราคาไม่แคปซูลเลยจ้าา) ที่มีคอนเซ็ปว่า พัก 9 ชั่วโมง
    (พัก 1 ชม. อาบน้ำ 1 ชม. นอน 7 ชม.) ภายในโรงแรมจะออกแบบให้โมเดิร์นมากๆ
    เวลาเร่งด่วน ชีวิตคนเมือง ทุกอย่างจะเรียบไปหมด แม้แต่ป้ายยังไม่มี ใช้สติกเกอร์แปะตามพื้น
    ดีไซน์ไอคอนใหม่หมด เข้าใจง่ายและเรียบง่าย ล้ำสมัย จนลืมความเล็กไปเลย

    interior designer : Takaaki Nakamura
    graphic designer : masaaki hiromura


    ในรูปนี่เข้าไปถึงห้องน้ำเค้าละ ที่นี่เขาแยกชั้นชายหญิงเลย ลิฟท์ชาย ลิฟท์หญิง
    กดชั้นอื่นไม่ได้เลย ส่วนห้องน้ำ เราอยู่ๆก็แอบขึ้นไป พนง.ก็ไม่มีใครว่า

    ดูเพิ่มเติมได้ที่
    http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/12/E11448780/E11448780.html
    http://www.interiorsiam.com/9h-capsule-hotel/

    สถานที่จะไปต่อไป แนะนำโดยอ้นจู (เพื่อนช่างภาพ)
    แต่บรรยากาศตอนนั้น ฝนตกตลอดเวลา ไปที่ไหนมีค่าเท่ากันหมด
    ที่จะไปคือ Arashiyama เป็นแหล่งถ่ายรูป มีไม้ไผ่ มีสะพาน แม่น้ำ อะไรงี้
    คือ จขกท.ก็มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นตอนนั้น ฝนตก น้ำฝนบังเลนส์แว่นหมด ฝ้าขึ้น
    ชีวิตอดสูมากแต่ละคน เอาตัวรอดให้ไม่หนาวนับบุญมากเลย กะใจชมวิว ถ่ายรูปนี้เป็นรองมากตอนนั้น

    บรรยากาศเฉอะแฉะ

    เดินตามฝูงชนไปเรื่อยๆ ที่นี่ตอนหน้าซากุระจะเป็นโซนชมซากุระ
    บรรยากาศดีมากมาย แต่ตอนนี้บรรยากาศอึมครึมสุดๆ
    สมาชิกทุกคนเดินจ้ำอ้าวอย่างเดียวเพื่อหาร้านที่มีฮีตเตอร์
    หนาวและหนาว และเปียก และแฉะ ถุงเท้านี่ของใครไม่เปียกก็บ้าแล้ว

    จากวิวงามกลายเป็นอึมครึมเลย ไว้ต้องมาใหม่นะที่นี่

    สะพานที่เขาว่าสวยงามกัน
    บัดนี้สภาพเป็นเช่นนี้

    ข้ามฝั่งจากสะพานไปก็จะเป็นสถานีรถไฟ Arashiyama ของอีกสายนึง
    มีแหล่งความเจริญมากมาย ของกิน วัด นู่นนี่

    นี่ดูไม่ใช่เวลาที่คุณลุงจะทำมาหากินนะคะ
    หรือเวลานี้กำไรมหาศาล แต่คนญี่ปุ่นเขาก็ขยันขันแข็งเน่อะ
    ภาพลุงนี่ก็ไม่ได้จะปรับให้เบลอๆฟุ้งๆ
    แต่เลนส์มันเปียกจนได้เอฟเฟคนี้ออกมาเอง ฮ่าฮ่า

    อีกฝั่งเจริญดี หน้ามือเป็นหลังมือ ของกินเพียบ เสร็จพวกเรา

    อันนี่เป็นสถานีรถไฟ

    สนุกจุงเบย ฝนตกเปียกแฉะ

    ใบไม้ก็แด้งแดง แดงทั้งเมืองแล้ว

    ที่มาของชื่อตอน เกียวโตสีแดง

    จากโรยรา ค่อยๆผลิดอกออกใหม่

    คน เกียวโต จ๊าบมาก ยังใส่กิโมโนเดินเล่นชมฝนกันอยู่เลย
    จากที่เดินทางมาเกือบครึ่งทริป เมื่อลงมาถึง คันไซ
    มันทำให้เรารู้สึก เริ่มต้นใหม่ เหมือนเมืองใหม่ ประเทศใหม่
    หลายอย่างแปลกไป สำเนียง สถานที่ แต่ทุกที่ยังคงความ ญี่ปุ่น ไว้อยู่

    จากฝั่ง Arashiyama ที่ไปกันแบบงงๆ เดินเที่ยวกันแบบงงๆ ฝนตกๆ
    เรานั่งรถไฟกลับมาที่ วัดทอง จริงๆเข้าใจว่า ทำไมเที่ยว เกียวโต ถึงต้องนั่งบัส
    เพราะบัสจะพาเราไปใกล้กับสถานที่เที่ยวได้ดีที่สุด
    ถ้านั่งรถไฟโผล่มาอาจจะต้องเดินไกลหน่อย

    และแล้วเราก็มาถึงวัดทองจนได้ (แบบไม่มีบอกแผนที่เลยเพราะจากสถานีรถไฟนี่เดินมาไกลนัก
    เลี้ยวซ้ายขวามั่วซั่วไปหมด ฝนก็ยังคงตกเหมือนเดิม) แต่ที่นี่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวมาอยู่ดี

    ได้เวลาถึงภาพที่ทุกคนต้องมาเห็น
    ใครมาเกียวโตก็ต้องมาวัดทอง (เราก็ไม่เข้าใจแต่เรามาเราก็ไปอยู่ดี)
    วัดทองแบบอึนๆ ฝนตกมีเมฆมาก ฟ้าคะนอง

    จริงๆมาญี่ปุ่นถูกคนไทยไปมาจะทั้งประเทศแล้ว
    ภาพวัดทองก็เห็นกันเป็นล้านๆรอบ พอได้มาเจอของจริงก็เหมือนที่คิด
    ไม่มีเซอร์ไพรส์หรืออะไรมากนัก สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าอาจจะเป็นชุดพี่ตำรวจที่ไม่เคยมีใครถ่ายภาพมาให้เห็น
    ว่าแล้ว เราก็ถ่ายซะเลย องครักษ์พิทักษ์วัดทองเขียวสะท้อนแสง

    หลังจากเที่ยวชมวัดทอง
    (จริงๆก็ไม่ได้ชมขนาดนั้นเหมือนเขาจะมีทางเดินให้วนตามทางไปเรื่อยๆ
    ก็จะเห็นวัดทองหลายๆมุมมอง พร้อมฝนโปรยปราย)
    ทางด้านหลังก็เป็นทางออกไปยังที่จอดรถทัวร์อะไรงี้
    เราก็ไม่มีมาเล่าประวัติอะไรงี้ให้ฟัง
    น่าจะมีคนเล่าให้ฟังเยอะแล้วนะคะ : )

    อย่างที่บอกว่าการคมนาคมใน เกียวโต เน้นการนั่งรถบัสเป็นหลัก
    แต่พวกเราก็นั่งรถไฟมาตลอด แต่จากทำเลวัดทองถ้าเดินกลับไปนั่งรถไฟจะโคตรจะไกล
    ก็เลยตัดสินใจตายเอาดาบหน้า หารถเมล์ที่เขียนว่าไป กิออน ไรงี้อาจจะมี
    ซึ่งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กิออนไปทางทิศไหน สรุปกลายเป็นนั่งรถเมล์มั่วไปมั่วมา
    ไปโผล่อู่รถเมล์ เกียวโตของพวกเรานอกจากจะพาไปเที่ยววัดทองแล้วยังพาเที่ยว
    อู่รถเมล์เกียวโตด้วยนะ เท่ปะ ฮ่า แถมเป็นอู่นอกเมืองอีก ได้แต่ทำท่า ภาษาใบ้ให้พนักงานขับรถไป

    แล้วพวกเราก็รอด กลับสู่ย่านเมืองได้อีกครั้ง แต่เส้นหลัก เกียวโต นี่รถติดจริง
    ยังไม่ทันถึงกิออนต้องลงก่อนแล้ว กรุงเทพชัดๆ พวกเราก็เดินไล่มาเลยย่านนี้

    ดูเผินจะเงียบๆ แต่จริงๆแล้วทุกห้องแถวนี่มีคนอยู่ข้างในนะคะ
    เป็นการบริการ เสริฟอาหาร กินเลี้ยงแบบส่วนตัวมากๆ พวกเราแบบจนๆก็ได้แต่ชะเง้อมองไป

    หลังจากที่ทุกคนอึนมากมาทั้งวัน ตั้งแต่ออกจากเมือง คานาซาว่า
    มาเกียวโต ฝนก็ตก ไปแหล่งเที่ยวที่ไหนก็เกิดความเฟลในใจ เที่ยวแบบงงๆ หลงทิศ
    หิวข้าว เหนื่อยอ่อนล้า แถมมาย่านกิออนแบบเบลอๆ ไม่ได้จะตั้งใจมองดูอะไรอย่างจริงจัง
    แค่อยากเห็นๆๆให้มันจบๆไป แต่พวกเราก็มาหยุดพักกินข้าวเย็นกันก่อนที่ร้านนี้
    ถ้าใครเคยมา หรือ จะไปเกียวโตจะหาร้านนี้ได้ง่ายมาก อยู่หัวมุม ร้านเค้านี่แต่งร้านได้เด่นเป็นสง่ามวากส์

    ร้านนี้เขามั่นใจมาก เมนูไม่มี ขายแต่โอโคโนมิยากิอย่างเดียว
    กับของหวานอีกอย่าง มั่นใจนักเราก็ต้องลอง หิวแล้ว จัดมา !!

    ถ้าใครคาดหวังว่ารสชาติโอโคโนมิยากิจะแบบเทพมาก
    ไม่ขนาดนั้นค่ะ ซอสนี่จัดมาก

    แต่ที่ทีเด็ดจริงๆของร้านนี้
    กินแล้วร้องไห้ ถ้ามาต้องสั่ง ต้องสั่ง !!
    ของหวาน อร่อยมาก โอโตยะตายไปเลย

    หลังจากกินอิ่ม ร่างกายเหมือนได้รับการรีบู้ททันที !!!
    พวกเราเหมือนได้สติคืนมาอีกครั้ง หลังจากที่วันนี้ทั้งวันแลดูเสียเวลาชีวิตมาก
    เลยตัดสินใจว่า โอเค เราจะเดินย่านกิออนต่อ แต่มีภารกิจคือ
    ต้องตามหา เกอิชา ให้เจอ !!!

    พวกเราก็กลับสู่การเดินเข้าตรอกซอกซอย
    ถ้าจาก ย่านกิออน เดินเลียบแม่น้ำไปเรื่อย จะมีห้องแถวเยอะมากๆ
    ปิดเงียบ แต่เปิดไฟหน้าบ้านไว้ นับคนเดินสวนได้
    ต้องมี เกอิชา แน่ ชั้นจะไป !!

    หลังจากเดินผ่านห้องแถวมาหลายซอยมาก
    ยิ่งไกล ยิ่งเงียบขึ้นเรื่อยๆ พวกเราก็เริ่มนึกหลอนๆในใจ
    ว่า ถ้าเมืองหลวงเก่าบ้านเรา อยุธยา หลอนเท่าใด
    เกียวโต เมืองหลวงเก่า ก็น่าจะหลอนเหมือนกันนะ

    พอมีคนต้นคิด สมาชิกที่เหลือก็เริ่มหลอนตาม
    แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เกอิชาหน้าขาว
    เดินเร็วมาก (เพราะเกอิชาส่วนใหญ่จะเดินเร็ว กันคนถ่ายรูป และไม่อยากสุงสิงกะใคร)
    พวกเราเห็นจะจะตากันทุกคน คือตอนนั้นไม่ได้อยากจะเจอเกอิชาแล้วไง
    แต่มันหลอนจริงๆ แบบหน้าขาว แต่ชุดกิโมโนจัดเต็ม กลางย่านเปลี่ยว

    สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าคนจริงไม่จริง แต่น่าจะจริงนะ เขามีเงา

    วินาทีที่ทุกคนได้เจอเกอิชาหน้าขาว
    ยิ่งกระตุ้นให้เรารู้สึกว่า เออ ทำไมใครไป เกียวโต ก็ไปดูแต่วัด
    ไม่เห็นมีใครอยากเจออะไรหลอนๆของเมืองเก่าบ้างเลย

    โกกราฟจึงขอเปลี่ยนรายการเป็น คนอวดผี
    วันนี้เราจะพาไปที่ที่หลอนมาก ป่าลึกมาก และเปิด 24 ชม.
    สถานีต่อไป ศาลเจ้าฟุมินาริ ศาลเจ้าพ่อจิ้งจอกขาวแห่งเกียวโต

    ที่นี่เปิด 24 ชั่วโมง ใครใคร่อยากเดินขึ้นเขาเวลาไหนก็ได้
    พวกเราเลือกเวลาดี 3-4 ทุ่ม ไร้นักท่องเที่ยว ไร้คนที่สถานีรถไฟ
    นั่งรถไฟจากย่านกิออนไปยังสถานี Fushimi-Inari

    แถวสถานีรถไฟแทบไม่มีคนเลยแต่ยังพอเปิดไฟอยู่
    ร้านค้ามินิมาร์ทยังเปิดอยู่ แต่ไร้ความเคลื่อนไหว
    เสียงกั้นทางรถไฟค่อยๆดังขึ้น กริ๊งๆๆ
    มันทำให้นึกถึงเรื่องเด็กสาวที่ข้ามถนนแล้วถูกรถไฟชนขาดครึ่งท่อนยังไงไม่รู้

    ตอนนั้นเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับผีญี่ปุ่นค่อยๆผุดขึ้นมาในหัว
    นูเบที่เคยอ่าน เรื่องเล่า ยิ่งเดินใกล้ศาลเจ้า ถนนก็ยิ่งมืดลงเรื่อยๆ

    พวกเราค่อยๆเดินไปตามทางเรื่อยๆ
    ทางเข้าศาลเจ้าเหมือนจะเข้าป่าไปเรื่อย
    ถ้ามาตอนกลางวัน เราคงได้เห็นความสวยงามของบ้านเรือน
    เสาโทริอิสีแดงที่ยาวขึ้นเขาไปเรื่อยไม่รู้จักจบสิ้น

    เราสี่คนค่อยเกาะกลุ่มกันเดินไป ไม่มีใครอยากอยู่ท้ายสุด
    ยิ่งเดินยิ่งไกล ยิ่งไกลยิ่งเงียบลง ได้เริ่มยินเสียงฝีเท้ากันเอง
    แค่บางบ้างติดหลอดไฟอัติโนมัติ พวกเราก็ผวาแล้ว

    สุดท้ายก็มาถึงหน้าวัด เสียที

    มีอะไรตอนนั้น พวกเราไหว้หมด
    นี่ขนาดยังไม่ได้ขึ้นเขา ผ่านโทริอิต้นสีแดงนับพัน
    ยังหลอนได้ถึงเพียงนี้ ใจนึงอยากกลับบ้านแล้ว
    อีกใจก็ท้าทายเหลือเกิน

    ในวัดเงียบมาก ไร้คนตีระฆัง โยนเหรียญขอพร
    เราบังเอิญเจอกลุ่มคนแก่ 2-3 คนมาพอดี เขาก็ไหว้พระและเดินขึ้นเขาแล้วก็หายไป…

    เมื่อเริ่มเดินขึ้นเขา
    ทุกอย่างรอบตัวมืดไปหมด มีเพียงไฟดวงเล็กๆจากศาลเจ้าให้พอมาเห็นทาง
    ทุกอย่างหลอนมาก ที่สุดในโลก
    ไม่เคยเจอประสบการณ์หลอนในต่างแดนมาก่อน

    เอาวะ สักครั้งในชีวิต เจอเป็นเจอ ก็วิ่งพร้อมกันหมดนี่แหละ

    ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าสุนัขจิ้งจอก
    ตามประสาเด็กอ่านการ์ตูน ในสมองสิ่งแรกที่นึกถึงก็คือ
    “จิ้งจอกเก้าหาง” นารุโตะ ในสมองก็นั่งคิดว่า จิ้งจอกจะแปลงร่างได้ บลาๆ
    สภาพแวดล้อมมันบิ้วพวกเรามากจริงๆ

    โอย หลอนเกินน
    ได้ข่าวมาแบ็คแพ็ค ไม่ใช่ ช่วงล่าท้าผี

    ถ้าคนไปเที่ยว Kyoto  มาตอนกลางวันเพื่อถ่ายภาพโทริอิสีแดงสด ยาวเรียงเป็นแถวขึ้นเขาไป

    ส่วนพวกเรา แค่เสาต้นแรก หัวใจก็จะวายแล้ว

    ยิ่งเดินขึ้นเขาไปเรื่อย ไฟก็ค่อยๆน้อยลง
    จากต้นเว้นต้น โคมไฟก็เริ่ม 5 ต้นมีแสงที
    สักพักก็ 10 ต้น ยิ่งเดินยิ่งมืด ยิ่งเดินยิ่งหลอน
    ถ้าอะไรโผล่มาตอนนี้ หมาแมว สี่คนป๊อดวิ่งแจ้นกลับบ้านแน่

    ตัวอักษรคันจิที่เสาน่ากลัวมา ณ เวลานั้น
    อะไรทุกอย่างก็น่ากลัวไปหมด
    เกียวโต นอกจากใบไม้แดงจะสวยแล้ว
    โทริอิแดงช่างตรงข้ามนัก

    ยิ่งเดินขึ้นไปลึกขึ้นเรื่อยๆ
    พวกเราใจก็ตุ้มต่อม ไม่อยากขึ้นไปอีกแล้ว ไม่รู้จะไกลอีกแค่ไหน
    ประสาคนใจป๊อด ทุกคนมองหน้ากัน เป็นอันว่า
    เราจะกลับไปเล่าให้คนอื่นฟังว่าเราป๊อดนะ

    พวกเราก็เลยตัดสินใจกลับเถอะ ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น
    ชั้นไม่ยอมเป็นแบบพล็อตหนังฝรั่งนะ วัยรุ่นใจกล้าท้าผี สุดท้ายตายยกแก๊ง

    ลาก่อน ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ
    ถ้าพรุ่งนี้เช้ามีเวลาจะมาชื่นชมความงามตอนกลางวัน
    ตอนกลางคืนไม่ไหวจริงๆ ใครใจกล้า เดินไปให้ถึงสุดทางเถิด
    หลอนเกินนนนน

    จากสถานี fushimi-inari ที่เป็นของเอกชน
    ใกล้ๆกันเป็นสถานี Inari ของ JR พวกเราก็เลยขึ้น JR ประหยัดตังค์
    กลับไปโผล่สถานี เกียวโต สุดล้ำสมัยช่างคอนทราสกับเมืองอีกครั้ง
    พอเข้าสู่เมือง ความหลอนก็หายไป ประหลาดดี เกียวโต คืนนี้

    ขอจบเกียวโตคืนที่หนึ่งแต่เพียงเท่านี้

    ตอนหน้ายังอยู่เกียวโตกันอยู่ พวกเราแยกกันเที่ยว
    คนหนึ่งไปเป็นโอตาคุการ์ตูน อีกคนไปเป็นโอตาคุใบไม้แดง

    พบกันนิ : )

    RELATED STORIES